หลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นหลอดไฟที่ใช้หลักการการเรืองแสงจากการปล่อยอิเล็กตรอน ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก ๆ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างแสงสว่างที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้:
- ตัวหลอดฟลูออเรสเซนต์ (Bulb)
หลอดแก้วฟลูออเรสเซนต์มีหลากหลายรูปทรง เช่น รูปทรงกระบอก, วงกลม หรือรูปตัวยู เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ และสะดวกต่อการติดตั้ง หลอดนี้บรรจุก๊าซเฉื่อยปรอทและเคลือบด้วยสารเรืองแสงภายในหลอด โดยจะมีการจำแนกขนาดตามเส้นผ่านศูนย์กลางของหลอด ซึ่งแต่ละขนาดก็เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น ในอาคารสำนักงานหรือบ้านเรือน ส่วนผิวด้านในของหลอดจะเคลือบด้วยสารฟอสเฟอร์ที่มีคุณสมบัติในการเรืองแสง เมื่อก๊าซปรอทภายในหลอดถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิดแสงอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับสารเรืองแสงและทำให้เกิดแสงที่มองเห็นได้ - ขั้วของฟลูออเรสเซนต์ (Base)
ขั้วของหลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นส่วนที่เชื่อมต่อหลอดกับแหล่งจ่ายไฟฟ้า มีหลายประเภท เช่น ขั้วคู่หรือขั้วเดียว ขั้วนี้ทำหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟมายังหลอดฟลูออเรสเซนต์ เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านหลอดและทำให้หลอดสามารถทำงานได้ - อิเล็กโทด (Cathode)
อิเล็กโทดหรือแคโทดในหลอดฟลูออเรสเซนต์ทำหน้าที่ปล่อยอิเล็กตรอนภายในหลอด โดยแบ่งเป็นสองประเภทหลัก:- แคโทดร้อน (Hot Cathode): จะปล่อยอิเล็กตรอนได้ดีเมื่อได้รับความร้อนสูงถึงประมาณ 900 องศาเซลเซียส จึงทำให้สามารถกระตุ้นกระแสไฟฟ้าได้เร็วและมีประสิทธิภาพ
- แคโทดเย็น (Cold Cathode): ใช้ได้ดีในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าและมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าแคโทดร้อน
- สารและแก๊สที่เติมไปในหลอดฟลูออเรสเซนต์
- ไอปรอท (Mercury Vapor): ไอปรอทเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตแสงภายในหลอดฟลูออเรสเซนต์ เมื่อหลอดทำงาน ไอปรอทจะทำหน้าที่แตกตัวเป็นไอออนที่เกิดแสงอัลตราไวโอเลต ซึ่งจะกระตุ้นให้สารฟอสเฟอร์เรืองแสง นอกจากนี้ ไอปรอทยังช่วยลดความต้านทานภายในหลอดทำให้กระแสไฟฟ้าไหลได้สะดวกขึ้น
- สารเรืองแสง (Phosphor Coating): ผิวด้านในของหลอดฟลูออเรสเซนต์จะเคลือบด้วยสารฟอสเฟอร์ที่มีคุณสมบัติในการเรืองแสง สารฟอสเฟอร์เหล่านี้จะดูดซับแสงอัลตราไวโอเลตจากไอปรอทแล้วเปลี่ยนเป็นแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งจะทำให้หลอดฟลูออเรสเซนต์เปล่งแสงในสีที่ต่างกันตามประเภทของสารที่ใช้ เช่น สีขาวหรือสีเหลือง
การทำงานของหลอดฟลูออเรสเซนต์
เมื่อหลอดฟลูออเรสเซนต์ได้รับแรงดันไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟ ไฟฟ้าจะไปกระตุ้นให้เกิดการปล่อยอิเล็กตรอนจากแคโทด (อิเล็กโทด) ซึ่งจะชนกับโมเลกุลของปรอทและทำให้เกิดไอปรอทที่แตกตัวออกเป็นไอออน ในขณะเดียวกัน ความต้านทานไฟฟ้าในหลอดจะลดลง ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไปยังไอปรอทที่กระตุ้นการเกิดแสงอัลตราไวโอเลต ต่อมามันจะไปกระทบกับสารฟอสเฟอร์ที่เคลือบผิวด้านในของหลอดทำให้เกิดแสงที่มองเห็นได้
หลอดฟลูออเรสเซนต์มีประสิทธิภาพสูงในการใช้พลังงาน เนื่องจากการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงที่มีประสิทธิภาพมากกว่าหลอดไส้ ซึ่งช่วยประหยัดพลังงานและยืดอายุการใช้งานของหลอดได้เป็นอย่างดี.วยสารเคมีที่เรียกว่า ฟอสเฟอร์ หรือที่เรียกว่าสารเรืองแสง
ขั้นตอนการใช้บริการ
แอดไลน์ > แจ้งปัญหา > รอราคา > ตกลงราคา > รับบริการ

